Wisible

blog

ทีมขายประสบความสำเร็จ: 13 เคล็ดลับที่เซลต้องรู้

คู่มือทีมขาย B2B — 13 เคล็ดลับนักขายมืออาชีพ เพิ่มยอดขาย สร้างความสัมพันธ์ลูกค้า และปิดดีลด้วย Pipeline ที่วัดผลได้

By Beam
13 เคล็ดลับสำหรับนักขายที่อยากประสบความสำเร็จ
13 เคล็ดลับสำหรับนักขายที่อยากประสบความสำเร็จ

ก้าวแรกสู่ความสำเร็จนั้นเริ่มจากการพัฒนาตัวเอง… มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและทักษะการขายไปด้วยกันกับ Wisible ในคู่มือฉบับเต็มสำหรับเซลและนักขายทุกคน รวมเทคนิคและเคล็ดลับดีๆ ที่นักขายที่อยากประสบความสำเร็จห้ามพลาด ถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย!

อาชีพเซลหรือนักขายคืออะไร?

ตำแหน่ง “เซลหรือนักขาย” นั้นมีหลายชื่อเรียกแล้วแต่องค์กรจะกำหนด เช่น Salesperson, Sales Executive, Sales Representative หรือ Sales Coordinator แต่ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตามหน้าที่หลักของเซลก็คือการเพิ่มยอดขายให้บริษัทนั่นเอง

Tips: หลายคนสงสัยว่า Sale กับ Sales ต่างกันอย่างไร ?

  • Sale (n.) คือกิจกรรมการขาย หรือเวลาที่สินค้าลดราคา จัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย
  • Sales (n.) หมายถึงยอดขาย มักใช้ในกรณีที่พูดถึงการขายในภาพใหญ่
  • ส่วนคนที่ทำงานในแผนกงาน เรียกว่า Salesperson และแผนกขายก็คือ Sales Department 
SALE vs. SALES
SALE vs. SALES

ทักษะและหน้าที่ของการเป็นเซล

อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่า หน้าที่ของเซลก็คือการขาย รวมไปถึงการหาลูกค้าใหม่และรักษาลูกค้าเดิม เพื่อติดต่อ เสนอขาย กระตุ้นความอยากซื้อ ให้คำแนะนำต่างๆ รวมไปถึงการดูแลหลังการขาย

ดังนั้นทักษะของเซลที่ดีจึงเน้นไปที่ทัศนคติและการสื่อสาร เซลควรจะมีความรักในอาชีพและงานที่ทำ มีความเข้าใจในสินค้าที่ขาย บุคลิกภาพดี มีความสร้างสรรค์ สื่อสารและโน้มน้าวคนได้เก่ง รู้จักกระบวนการหรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญก็คือการปรับตัวตามสถานการณ์และพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

Check list เครื่องมือที่เซลควรรู้จัก

  • Sales Pipeline วิธีการจัดการงานขายรูปอย่างเป็นระบบ
  • Sales Funnel การมองภาพรวมงานขายจาก conversion rate
  • Customer Success หลักการธุรกิจเพื่อรักษาลูกค้าให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราไปได้นานๆ
Sales funnel และ Sales pipeline
Sales funnel และ Sales pipeline

สิ่งที่นักขายที่ดีทุกคนต้องมี

1. ทักษะในการพัฒนาตัวเอง
สำหรับงานขายที่ต้องพึ่งพา interpersonal skill เป็นหลักนั้น การพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง อาทิ ทักษะการนำเสนอ การเจรจาต่อรอง หรือการโน้มน้าวใจ สกิลเซ็ตเหล่านี้สามารถฝึกฝนและพัฒนาให้ดีขึ้นได้จากประสบการณ์หรือการเรียนเพิ่มเติมทั้ง workshop และการเทคคอร์สออนไลน์

2. ทักษะการวิเคราะห์ยอดขาย
หลังจากที่ขายเป็นแล้ว เซลที่ดีก็ควรวิเคราะห์ยอดขายเป็นด้วยเช่นกัน เมื่อวัดผลได้ก็สามารถพัฒนาให้ดีกว่าเดิมได้ นำไปสู่การทำนายยอดขาย หรือมองเห็นโอกาสสำหรับการทำกำไรเพิ่มเติม

3. ทักษะการใช้เครื่องมือด้านงานขาย
การที่จะวิเคราะห์ข้อมูลการขายได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อนำข้อมูลที่มีมาใช้วิเคราะห์ต่อ ทักษะการใช้เครื่องมือด้านงานขายจึงเป็นรากฐานสำคัญเพื่อนำไปสู่การวางกลยุทธ์และเพิ่มยอดขายได้ตรงจุด

4. ทักษะการทำงานเป็นทีม
ในภาพใหญ่นั้นแผนกเซลหรือทีมขายต่างก็ต้องช่วยกันทำงานเป็นทีม นำข้อมูล insight ที่ตัวเองมีมาแบ่งปันกัน เพื่อให้ทุกคนในทีมพิชิตเป้ายอดขายให้ได้ตามที่ตั้งไว้

5. ทักษะการเป็นหัวหน้าทีมเซล
เมื่อเป็นสุดยอดนักขายได้แล้วก็สามารถขยับเลื่อนตำแหน่งในระดับที่สูงข้นได้ ดังนั้นทักษะการเป็นหัวหน้าเซลจึงเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่เซลที่ดีควรเรียนรู้ไว้เช่นกัน เช่น ทักษะการโค้ชชิ่งลูกทีม การบริหารงาน การมีทัศนคติของหัวหน้าหรือการเป็นเจ้าของธุรกิจจะช่วยให้เราเติบโตในสายงานได้รวดเร็วมากขึ้น

Salesperson
ขอบคุณข้อมูลจาก: sellingpower

เทคนิคการเป็นเซลที่ดี 13 ข้อ

1. เก็บรวบรวมข้อมูลในที่เดียวด้วยระบบ CRM

หนึ่งในสิ่งสำคัญที่หลายๆ บริษัทมักจะมองข้ามจนนำไปสู่ความน่าปวดหัวหรือผลประกอบการที่ขาดประสิทธิภาพ คือ การติดตามงานขายด้วยระบบที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทีมขายเลยก็ว่าได้ เพราะการขาดระบบติดตามที่ดีจะทำให้ตรวจสอบการทำงานทุกขั้นตอนไม่ได้ ทำให้ไม่รู้ว่าผลงานต่างๆ เป็นยังไง ไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว

การจัดเก็บและติดตามกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งการเก็บข้อมูลต่างๆ ของลูกค้า หรือข้อมูลเกี่ยวกับดีลจะทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในทุกขั้นตอน เห็นภาพรวมทั้งหมดของทีม รวมถึง performance ของเซลแต่ละคนได้อย่างชัดเจนในที่เดียว ทำให้เห็นว่าส่วนไหนดีหรือส่วนไหนที่ยังต้องปรับปรุง ส่งทีมไปช่วยเซลเพื่อเพิ่มยอดขายได้อย่างตรงจุด

Visual-Sales-pipeline
ระบบ CRM

สิ่งที่ ระบบ CRM จะสามารถช่วยการทำงานให้ง่ายขึ้นได้ เช่น

  • ติดตามทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้น
    การใส่ข้อมูลดีลที่เกิดขึ้นลงไปในระบบทำให้ข้อมูลมีการอัพเดทอยู่เสมอ ทีมขายสามารถมองภาพรวม Sales pipeline และเรียงลำดับความสำคัญการทำงานของตัวเองได้
  • ติดตามลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ 
    เมื่อมีการบันทึกข้อมูลแล้วทำให้ทราบประวัติในการติดตามลูกค้าที่อัพเดทล่าสุด และยังสามารถตั้งให้ระบบแจ้งเตือนในการติดตามครั้งถัดไปได้อีกด้วย
  • ติดตามดีลในทุกขั้นตอน 
    เห็นภาพรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนการขายได้อย่างชัดเจน เห็นว่าคอขวดการทำงานอยู่ที่ไหน หากเกิดปัญหาในขั้นตอนไหนก็ทราบทันทีและแก้ไขได้อย่างตรงจุด
  • การทำงานร่วมกันเป็นทีม 
    เซลเป็นแผนกที่ต้องอาศัยความร่วมมือซึ่งกันและกัน เมื่อรวบรวมข้อมูลทุกดีลไว้ใน CRM ที่เดียวและอัพเดทเรียลไทม์จะทำให้ง่ายต่อการสื่อสารและส่งต่องานได้ไม่มีสะดุด
  • รายงานยอดขายอัตโนมัติ
    ระบบ CRM สามารถสร้างรายงานยอดขายจากข้อมูลที่มีอยู่ได้ทันที ได้รายงานที่น่าเชื่อถือ ข้อมูลถูกต้อง นำไปวิเคราะห์และวางแผนต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. คอยตรวจสอบชุดข้อมูลต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

การจัดการข้อมูลจะทำให้คุณทราบระยะเวลาการทำงานในขั้นตอนต่างๆ ได้ และทำให้ทราบมาตรฐานการทำงานของพนักงานในทีมได้อย่างดีอีกด้วย  หลายๆ บริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีทีมงานที่เก่ง มักจะมีรากฐานจากการจัดเก็บข้อมูลหล่านี้

ขั้นตอนการเก็บข้อมูลต่างๆ สามารถแบ่งได้ เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่

  • **เก็บกิจกรรมการขายทุกอย่างที่เกิดขึ้น
    **วัดผลรายละเอียดทุกๆ อย่างที่ทำในแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด ว่าได้ทำกิจกรรมอะไรไป ในจำนวนเท่าไหร่บ้าง เช่น ส่งอีเมลไปกี่ฉบับ ประชุมไปกี่ครั้ง โทรศัพท์ไปทั้งหมดกี่สาย นัดกับลูกค้าไปทั้งหมดกี่ราย กี่ครั้ง 
  • **วิเคราะห์คุณภาพของงานขาย
    **นอกจากจำนวนแล้ว คุณภาพของการทำงานก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ เช่น จำนวน Lead ที่ได้มามีคุณภาพรึเปล่า มีคนที่ Potential กี่ราย และเป็นการตรวจสอบว่า ควรที่จะ Focus การทำงานไปที่ไหน อย่างไรบ้าง
  • **วัดผลสุดท้ายที่จำนวนลูกค้าที่ปิดได้
    **สุดท้ายมาวัดผลกันที่ Lead ที่สามารถปิดได้ และกลายมาเป็นลูกค้าในที่สุด
Activity Tracking
ตัวอย่าง Activity Tracking Report

การนำระบบ CRM เข้ามาจัดการงานขายจะช่วยประหยัดเวลาในการเก็บข้อมูลการทำงานของเซล เพื่อให้หัวหน้าทีมคอยดูผลงานที่เกิดขึ้นได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว สามารถคาดการณ์ผลงานต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น จำนวนลูกค้าที่จะปิดดูมีแนวโน้มเพียงพอที่จะทำยอดให้ถึงเป้าหรือไม่  ขอบเขตการทำงานว่าเซลแต่ละคนทำงานในขอบเขตของตัวเองได้ดีแค่ไหน ทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้หัวหน้าทีมขายตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น รวมถึงพอจะคาดการณ์ปัญหาที่จะเกิด เพื่อหาวิธีการแก้ไขได้ทันท่วงที

3. วางแผนตารางกิจกรรมต่างๆ ที่จะต้องทำ

เซลมักจะมีหน้าที่ที่ต้องทำและรับผิดชอบในแต่ละเคสค่อนข้างเยอะและอาจจะมีความทับซ้อนกันในหลายๆครั้ง จึงจำเป็นจะต้องอาศัยการจัดการและการวางแผนการทำงานเพื่อให้เรียงลำดับความสำคัญของงานได้ถูกต้อง ไม่หลงไปกับการทำกิจกรรมส่วนใดส่วนหนึ่งนานเกินไปและตั้งกรอบเวลาการทำงาน ป้องกันการทำงานในส่วนที่ไม่สำคัญที่กินเวลาส่วนอื่นๆ เพราะเวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุดของพนักงานขาย

และสิ่งสำคัญที่ควรจะต้องโฟกัส คือ ผลลัพธ์ที่ต้องการ เพื่อที่จะได้วางแผนให้สอดคล้องกับเป้าหมายและทำตามได้จริงตามที่วางแผนไว้

วางแผนตารางกิจกรรมต่างๆ ที่จะต้องทำ
ขอบคุณภาพจาก: Canva

4. กระตุ้นลูกค้าเพื่อการปิดการขายที่เร็วขึ้น

เมื่อได้รายชื่อลูกค้ามาแล้วก็ต้องอย่าลืมที่จะใส่ใจ Lead ที่อยู่ใน Pipeline เพราะ Lead เหล่านั้นคือผู้ที่สนใจในสินค้าของเราแล้ว เพียงกระตุ้นให้ถูกจุดอีกสักนิดก็สามารถนำไปสู่การปิดดีลได้ หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างแรงจูงใจก็คือการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเซลกับลูกค้า และทำให้ลูกค้ามั่นใจในผลิตภัณฑ์และบริษัทของเรา

วิธีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า

  • เสนอคุณค่าต่างๆ เพื่อทำให้ลูกค้าสนใจมากขึ้น
    เช่น ส่งอีเมลอัพเดทให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ควรส่งเนื้อหาที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เมื่อลูกค้าได้ประโยชน์ก็จะทำให้สนใจและเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของเรามากยิ่งขึ้น
  • หาวิธีนำเสนอว่าลูกค้าเก่าชอบหรือนำเสนอเคสที่ได้ประโยชน์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา
    การมีตัวอย่างลูกค้ากลุ่มที่พอใจผลิตภัณฑ์ของเราจะช่วยทำให้ลูกค้ารายใหม่ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • การบอกต่อก็เป็นสิ่งสำคัญ
    วิธีการง่ายๆ คือ ใส่ปุ่ม Share เพื่อให้ลูกค้าสามารถที่จะกดแชร์ต่อได้ง่าย เพราะในสมัยนี้ หลายๆ ครั้งเสียงและความเห็นของลูกค้าด้วยกันเอง เป็นสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือได้มากที่สุด
  • อย่าลืม Cold Lead ที่เก็บๆ ไว้ในอดีต
    Lead ที่คุณลืมไปแล้วในอดีตอาจกลายเป็นลูกค้าที่สำคัญของคุณในอนาคต ดังนั้นเซลจึงควรแบ่งเวลาเพื่อติดตามผลกับ Lead ที่เคยติดต่อ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีก่อนที่บริษัทจะมีการสรุปงบประมาณของปีถัดไป เพราะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดดีลได้

5. ประเมินคุณภาพของ Lead ที่เรามี

การจัดลำดับและคัดเลือก Lead ที่มีคุณภาพและมีโอกาสสูงใน Sales pipeline และพยายามปิดดีลกับ Lead ที่มีคุณภาพก่อนสามารถช่วยประหยัดเวลาการทำงานและทำให้ปิดยอดได้ง่ายยิ่งขึ้น

วิธีการประเมินคุณภาพ Lead

  • แบ่งประเภทตามช่องทางที่ได้รับ Lead
    เนื่องจาก Lead ที่ได้รับมาจากแต่ละช่องทางนั้นก็อาจมีคุณภาพไม่เท่ากัน เช่น Lead ที่โทรเข้ามาอาจมีความต้องการเร่งด่วนมากกว่า Lead ที่ส่งข้อความมาทาง Facebook จึงควรตรวจเช็คให้เป็นนิสัยว่า Lead ที่ได้มานั้นมาจากช่องทางไหน รู้จักเว็บไซต์หรือบริษัทของเราได้อย่างไร
  • เช็คพฤติกรรมของลูกค้า
    วิธีนี้จะช่วยให้เซลล์เห็นภาพรวมความสนใจของ Lead ได้อย่างคร่าวๆ เช่น หากลูกค้าเปิดดูราคาในเว็บไซต์ของเราแล้วอาจหมายถึงลูกค้าอยู่ในช่วงใกล้ตัดสินใจ เป็นช่วงเวลาที่เซลควรจะรุกให้ข้อเสนอพิเศษเพื่อปิดการขาย
  • เตรียม Checklist สำหรับคัดกรอง Lead ที่มีคุณภาพ
    การเตรียม Checklist จะช่วยลดเวลาในการคัดกรอง Lead และช่วยให้แน่ใจว่าถามคำถามได้ครอบคลุมทุกประเด็น เช่นแบ่งตามหลักการกรอง Lead แบบ BANT
    • Budget: ลูกค้ามีงบประมาณเหมาะสมกับเราหรือไม่
    • Authority: คนที่คุยอยู่ด้วยนั้นเป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจหรือไม่
    • Need: ความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ตรงกับผลิตภัณฑ์ที่เรานำเสนอหรือไม่
    • Timing: ระยะเวลาที่ต้องตัดสินใจ รีบใช้งานหรือไม่
  • เก็บรายชื่อ Cold Lead ไว้
    เมื่อคัดกรอง Lead ที่มีคุณภาพแล้วให้จัดการกับ Lead กลุ่มนี้ก่อน ส่วน Lead ที่เหลือให้เก็บเป็นรายชื่อ Cold lead ที่ยังไม่ต้องโฟกัสในตอนนี้

6. แบ่งเวลาเพื่อโทรศัพท์อยู่เสมอ

พยายามหาเวลาที่จะโทรศัพท์เพื่อ Follow up ลูกค้า สร้างความประทับใจให้ลูกค้า และหาโอกาสนัดหมาย Next step ต่อไปอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสการปิดดีลให้มากยิ่งขึ้น

Pro tips:

  • ก่อนจะโทรศัพท์ควรตรวจดูสภาพแวดล้อมโดยรอบให้ดี ไม่ให้มีเสียงรบกวนและปิดการแจ้งเตือน
  • ฝึกโทรศัพท์กับคนในที่ทำงานโดยการพยายามจำลองสถานการณ์ยากๆ และหาวิธีแก้ไขสถานการณ์
email-app-mobile-phone
ขอบคุณภาพจาก: Freepik

7. หมั่นส่งอีเมลเพื่อสร้างกิจกรรมและการพูดคุย

การอยู่ในความทรงจำของผู้ที่อาจจะเป็นลูกค้านั้นถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ การส่งอีเมลไปหาบ่อยๆ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยได้

Pro tips:

  • ส่งสิ่งที่สร้างคุณค่าให้แก่ผู้รับ
  • ส่งคอนเทนต์ที่ดีกับลูกค้า โดยที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าและบริการของเราเลยก็ได้
  • เขียนอีเมลที่เฉพาะเจาะจงและน่าสนใจ อย่าลืมว่าอีเมลของเราจะเข้าไปอยู่ในกล่องข้อความที่มีคู่แข่งหรือมีอีเมลอื่นๆ อีกหลายร้อยอีเมล
  • กล่าวถึงชื่อลูกค้าและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ชื่อบริษัท ตำแหน่ง เพื่อแสดงถึงความใส่ใจ
  • ตรวจทานก่อนส่งอีเมลออกหาลูกค้าทุกครั้ง

Don’t do it:

  • ไม่ควรส่งอะไรที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณไปตรงๆ โดยที่ไม่สร้างประโยชน์เพิ่มเติมให้กับลูกค้า
  • ไม่ควรส่งอีเมลทั่วๆ ไปให้โดยที่ไม่มีเนื้อความอะไรพิเศษ (มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ)

8. หาช่วงเวลาที่เหมาะสม

ช่วงเวลาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นกัน ถ้าหากลองวิธีโทรศัพท์แล้ว ลองส่งอีเมลก็แล้ว ก็ยังไม่ได้ผล ลองเช็คเรื่องของเวลาที่โทรศัพท์หรือเวลาที่ส่งอีเมลดูว่าเหมาะสมหรือไม่

Pro tips:

  • ช่วงเวลาที่เหมาะกับการโทรศัพท์จะเป็นช่วงสายๆ ประมาณ 10-11 โมง หรือ บ่ายราวๆ 2-3 โมง
  • ตรวจสอบอีเมลย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อดูว่าอีเมลแบบไหนที่ทำให้เกิดการนัดหมายถัดไปและปิดดีลได้ในที่สุด หรืออีเมลไหนที่ลูกค้าไม่ได้เปิดดู เพื่อศึกษาและปรับปรุงแก้ไข
  • หาจังหวะที่ลูกค้าไม่ได้คาดหวัง อาจจะเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ

9. รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเก่า

การเป็นเซลที่ดีไม่ใช่แค่การเป็นคนที่ขายเก่งแต่เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ การรักษาลูกค้าเดิมไว้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะจากผลสำรวจของแล้ว ลูกค้าเดิม มีโอกาสจ่ายเพิ่มมากกว่าลูกค้าใหม่ถึง 67% 

Pro tips:

  • ทำให้ลูกค้ารู้ว่า “เป้าหมายสำคัญของเราคือการที่ทำให้เป้าหมายของเขาสำเร็จ”
  • ส่งต่อข้อมูลดีๆ หรือข้อมูลอัพเดทเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเราผ่านช่องทางต่างๆ
  • อัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการสำหรับกลุ่มคนที่มีความสนใจมากเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะเปิดตัวกับสาธารณะให้คนทั่วไปรู้ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษมากขึ้น และอาจเป็นการได้ทดสอบ ผลิตภัณฑ์ของเราไปในตัวได้อีกด้วย
  • Follow up อย่างเป็นประจำ และหาเรื่องพูดคุยอยู่เสมอๆ
  • สำหรับผู้ที่ใช้ระบบ CRM อาจจะตั้งแคมเปญไว้ล่วงหน้าว่าจะส่งอะไรให้ลูกค้าเมื่อไหร่เวลาไหนบ้าง เพื่อช่วยลดเวลาและป้องกันการลืมหรือตกหล่นได้
Woman checking her email in a meeting
ขอบคุณภาพจาก: Rawpixel

10. คอยจัดระเบียบกล่องอีเมล

สำหรับเซลแล้ว กล่องข้อความดูจะเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงวิธีการทำงานและประสิทธิภาพการทำงานของเซลคนนั้นได้ดี คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องอ่านทุกอีเมลก็ได้ เพราะอีเมลของคุณอาจเต็มไปด้วยอีเมล Spam โฆษณาต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงาน

Pro tips:

  • การ Labels เพื่อจัดกลุ่มตามความสำคัญจะช่วยให้การเช็คและตอบอีเมลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลานั่งเปิดอ่านและนั่งลบทุกฉบับ
  • อย่าลืม Unsubscribe อีเมลหรือโปรโมชั่นต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับงานออกไปให้หมด เพื่อเป็นการประหยัดเวลามากขึ้น

11. สร้าง Templates ในการส่งอีเมลที่ดี

ลักษณะของอีเมลที่ดีประกอบไปด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วนหลัก ดังนี้:

  1. หัวข้อและอินโทร
    ชื่ออีเมลและอินโทรขึ้นต้นนั้นถือเป็นส่วนเป็นชี้ตายสำหรับแต่ละดีลเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นส่วนที่ลูกค้าเห็นเป็นลำดับแรกและตัดสินใจว่าจะเข้ามาอ่านจดหมายต่อหรือไม่ ชื่ออีเมลและอินโทรที่ดีควรดึงดูดความสนใจทำให้ลูกค้าอยากคลิกเข้ามาอ่านต่อ
  2. คุณค่าที่ลูกค้าได้รับจากอีเมลนี้
    มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าอีเมลนี้ต้องการจะสื่อสารอะไร มุ่งไปที่ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ เสนอวิธีการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้ามากกว่าการขายผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
  3. ขั้นตอนต่อไป มี Call to action ระบุให้ชัดเจนว่าต้องการให้ทางฝั่งผู้อ่านต้องทำอะไรในลำดับถัดไป

Pro tips:

  • อีเมลที่ดีควรมีเนื้อหากระชับ ได้ใจความ ไม่เยิ่นเย้อหรือยาวเกินไป
  • 1 อีเมลมี 1 ใจความหลัก ไม่ใส่หลายๆ อย่างรวมในอีเมลเดียวกัน
  • เขียนอีเมล 2-3 แบบแล้ววัดด้วยผล A/B Testing เพื่อทดสอบว่าแมสเสจไหนช่วยปิดการขายได้ดีที่สุด
brainstorming
ขอบคุณภาพจาก: Canva

12. สื่อสารและอัพเดทกับคนในทีมอยู่เสมอ

ความสัมพันธ์ของคนในทีมก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การดูแลลูกค้า คนในทีมควรที่จะพูดคุยกัน ใส่ใจในการประชุม และช่วยกันวางกลยุทธเพื่อไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้ ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือที่จะช่วยเหลือเรื่องการติดต่อสื่อสารกันระหว่างคนในทีมหลายรูปแบบ ทาง Wisible ได้เคยเขียนแนะนำไปแล้วใน 7 สุดยอด Productivity Tool เพื่อความสำเร็จของธุรกิจเอสเอ็มอี

แม้ว่าจะมีโปรแกรมที่ช่วยในการติดต่อสื่อสารกันในทีมเพื่อเชื่อมสัมพันธ์แล้ว การนัดประชุมกันเพื่ออัพเดท เรื่องราวต่างๆ ประมาณอาทิตย์ละ 1 ครั้งก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ การประชุมอัพเดททุกอาทิตย์จะช่วยทำให้เซลมองเห็นโอกาสและภาพรวมการทำงานชัดเจนมากขึ้น

การประชุม performance การทำงานจะช่วยกระตุ้นให้เซลมีประสิทธิภาพการทำงานมากยิ่งขึ้น โฟกัสความคืบหน้าของงานที่ Sales Pipeline แล้วก็ควรวัดผลเรื่องตัวชี้วัดสำคัญด้านงานขายเช่นกัน 

13. จัดตารางการประชุมให้เหมาะสม

หลายๆ ครั้งเรามักจะเสียเวลาไปกับการประชุมที่ใช้เวลานานเกินไปและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ การประชุมที่ดีควรมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ลดเวลาในสิ่งที่ไม่จำเป็นเพื่อให้เซลใช้เวลาในการทำงานส่วนใหญ่กับลูกค้าให้มากที่สุด

หลังประชุมกับลูกค้าจบแล้วเซลควรอัพเดทบันทึกการประชุมกับลูกค้าให้ทีมขายทราบ เพื่อให้รับส่งลูกค้าต่อจากเดิมที่เคยคุยไว้ได้ไม่มีสะดุด เซลรู้ทันทีว่าขั้นตอนต่อไปจะต้องทำอะไรเมื่อไหร่ เพื่อที่จะไม่พลาดในการติดตามดีลต่อจนปิดการขายได้

อ่านคู่มือที่เกี่ยวข้อง

ถ้าหากคุณสนใจและมองหาตัวช่วยที่จะทำให้งานขายของคุณเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถทดลองใช้ Sales CRM จาก Wisible ได้ฟรี และติดตามความรู้ดีๆ รวมถึงอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ blog ของเราค่ะ

Book Demo Wisible

คำถามที่พบบ่อย

เซลควรมีทักษะอะไรบ้าง
เซลที่ประสบความสำเร็จต้องมีทักษะการสื่อสาร การฟังลูกค้า การจัดการเวลา ความอดทน การติดตามลูกค้า และความรู้เรื่องสินค้า/บริการที่ขาย รวมถึงการใช้เครื่องมือ CRM จัดการ Pipeline
เคล็ดลับขายที่นักขายมืออาชีพใช้คืออะไร
เคล็ดลับสำคัญ ได้แก่ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าระยะยาว การติดตามอย่างสม่ำเสมอ การเรียนรู้จากดีลที่แพ้ และการใช้ข้อมูลจาก CRM วางแผนการขาย
ทำไมเซลถึงไม่บรรลุเป้า
สาเหตุหลัก ได้แก่ ไม่ติดตามลูกค้าอย่างเป็นระบบ ไม่เข้าใจ Pain Point ของลูกค้า ขาดการวางแผน Pipeline ไม่ใช้เครื่องมือ CRM และไม่พัฒนาทักษะการขายอย่างต่อเนื่อง
เซลล์ขายของคืออะไร
เซลล์ขายของ (หรือเซล / นักขาย) คือผู้รับผิดชอบหลักในการสร้างยอดขายให้องค์กร — ติดต่อลูกค้า นำเสนอสินค้า ปิดดีล และดูแลความสัมพันธ์หลังการขาย ตำแหน่งอาจเรียก Salesperson, Sales Executive หรือ Sales Representative ตามนโยบายบริษัท
Sale กับ Sales ต่างกันอย่างไร
Sale (n.) มักหมายถึงกิจกรรมการขายหรือช่วงโปรโมชันลดราคา ส่วน Sales (n.) หมายถึงยอดขายในภาพรวม ผู้ทำงานเรียก Salesperson และแผนกเรียก Sales Department
Chat